โครงการโรงพยาบาลตำบล "2 บาทร่วมลงขัน สร้างสรรค์ โรงพยาบาลตำบล"
เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
พงศ์พิชญ์ วงศ์มณี พบ.*
เกษร วงศ์มณี รปม.,ศศม.(สังคมวิทยา)**และคณะ

โรงพยาบาลตำบล เกิดขึ้นมาจากแนวคิดและปรัชญาของ นพ.พงศ์พิชญ์ วงศ์มณี ที่เชื่อว่า "บ้าน" เป็นสถานที่มีระบบการดูแลสุขภาพแบบการพึ่งตนเอง และครอบคลุม ทั้ง 4 มิติ กาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ ความเชื่อ และวัฒนธรรมประเพณี มีสมาชิกในครอบครัวที่อยู่อาศัยกันด้วยความรักความผูกพันตามธรรมชาติ เกื้อกูลกันตามบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งบ้านหรือครอบครัวจะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมที่ทำให้เกิดสมดุลของสุขภาพได้มากที่สุด เพราะหากมีบุคคลในครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคกรรมพันธุ์ ก็สามารถถ่ายทอดไปยังสมาชิกในครอบครัวได้ หรือบุคคลในครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ เช่นสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อสุขภาพดี บุคคลในครอบครัว มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ปัญหาสุขภาพจิตและการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ล้วนแล้วแต่มีผลเชื่อมโยงความเสียสมดุลภาพไปถึงระบบที่ใหญ่กว่าทั้งสิ้น เมื่อมีการเจ็บป่วยเบื้องต้นและมีระบบการดูแลการส่งต่อที่ดี(Referal System) เมื่อเจ็บป่วยประชาชนก็สามารถเลือกบ้านเป็นเตียงนอน(Home ward)ได้ โดยไม่ต้องไปนอนที่โรงพยาบาล สมาชิกในครอบครัวก็จะเป็นผู้ที่ดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน ด้วยความเอื้ออาทร ด้วยความรัก ความเข้าใจได้อย่างดียิ่ง โดยได้รับคำแนะนำจากทีมสุขภาพโรงพยาบาลตำบล และแกนนำสุขภาพที่ผ่านการอบรมในชุมชน ก็จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทางตรงคือค่ารักษาที่เพิ่มขึ้น ค่าเดินทางและพาหนะไปในอำเภอ ค่ากินอยู่ในการเฝ้าดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในการรักษาแต่ละครั้ง อีกทั้งยังมีความสูญเสียทางอ้อมคือการเสียหน้าที่ในการปฎิบัติกิจวัตรประจำวัน ของสมาชิกในครอบครัว ที่ต้องไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของ โครงการโรงพยาบาลตำบล ซึ่งมีจำนวนเตียงเท่ากับจำนวนหลังคาเรือน โรงพยาบาลตำบลของอำเภอหล่มสัก มีจำนวน 28 แห่งในอำเภอหล่มสัก มีหลังคาเรือน มากกว่า 35,000 หลังคาเรือน ซึ่งหมายถึงมีจำนวนเตียงผู้ป่วย (Home Ward) เท่ากับ 35,000 เตียง 
แนวความคิดเรื่องการใช้บ้านคือเตียงนอนผู้ป่วย(Home Ward)ใช้เครื่องมือที่สำคัญคือ "เวชศาสตร์ครอบครัว"เป็นเข็มมุ่งทิศ สร้างศรัทธาและความไว้วางใจ สร้างสัมพันธภาพระหว่างทีมสุขภาพกับประชาชน เรียนรู้ชุมชนด้วยการ ตระหนักและเห็นคุณค่าของระบบสุขภาพและ
ศักยภาพของชุมชนเดิม Home ward จึงเกิดขึ้นและดำเนินการอย่างจริงจังในพื้นที่ตำบลต่าง ๆ ของอำเภอหล่มสัก โดยมีโรงพยาบาลตำบลเป็นทีมสุขภาพในการช่วยเหลือให้คำแนะนำสมาชิกในครอบครัวให้สามารถดูแลกันเองได้ในครอบครัวและดูแลเพื่อนบ้านใกล้เคียงซึ่งสังคมชนบทนั้นมีลักษณะการช่วยเหลือเกื้อกูลกันจากบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นอย่างดี ซึ่งโรงพยาบาลตำบล สามารถอบรมแกนนำสุขภาพในการดูแลสุขภาพบุคคลในครอบครัวและดูแลเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้

การดำเนินการและแก้ไขปัญหาในระบบสุขภาพชุมชนหากไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นบทบาทร่วมกัน ปล่อยให้เป็นบทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขฝ่ายเดียว ประชาชนและท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูล การตัดสินใจและทางเลือกที่ต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน ก็จะทำให้ไม่เกิดความยั่งยืนในโครงการเพราะทุกฝ่ายยังไม่ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และจัดระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ของชุมชน จากการที่ทีมสุขภาพโรงพยาบาลตำบล ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล และทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีความรู้ด้านเวชศาสตร์ครอบครัวอย่างดี สามารถปฏิบัติงานอยู่ประจำได้ และดำเนินโครงการ Home Ward ทำให้พบว่ามีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่สมควรได้รับการดูแลอย่างเข้าใจตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัว คือผู้ป่วยที่หมดหวังหรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือโครงการสายใยสุดท้ายแห่งชีวิต ซึ่งเป็นการดูแลของญาติพี่น้องและทีมสุขภาพโรงพยาบาลตำบล ได้พึงกระทำให้กับเพื่อนมนุษย์ เพื่อการเสียชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ภายใต้วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อของชุมชน โดยจะมีพิธีตัดกรรม พิธีขอขมา อาบน้ำแต่งตัวให้สวยงาม ในการส่งเสริมให้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางญาติพี่น้องอันเป็นที่รัก ไม่ต้องเป็นภาระกับญาติหรือความห่วง ความวิตกกังวลของผู้ป่วยเหมือนการเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ซึ่งทีมสุขภาพโรงพยาบาลตำบลก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และร่วมรับรู้ความทุกข์ของเขา จึงเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวผู้ป่วย จากการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของโรงพยาบาลตำบล ทำให้ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการจากไปอย่างสงบและสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทุกคน

หัวใจสำคัญของความสำเร็จการปฏิรูประบบสุขภาพคือการจัดบริการใกล้บ้านใกล้ใจ หรือหน่วยระดับปฐมภูมิให้มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชนและสร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรสาธารณสุขของชุมชน ตามรายหัวประชากร ซึ่งในระยะแรก ปี 2544 โครงการยังไม่มีความชัดเจน ทั้งการจัดสรรงบประมาณ รูปแบบการดำเนินงานของระบบบริการปฐมภูมิ มาตรฐานของศูนย์บริการระดับปฐมภูมิ มีโจทย์มากมายที่ต้องการ การมีส่วนร่วมดำเนินการแก้ไข และนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติที่เหมาะสม เช่นทำอย่างไรจะให้ประชาชนและท้องถิ่นยอมรับและเข้าใจว่าทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการจัดระบบสุขภาพชุมชนในตำบลร่วมกัน?
การจัดสรรงบประมาณเป็นแบบรายหัวประชากรเป็นเรื่องใหม่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันคิดและนำสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเพิ่มศักยภาพสถานบริการรระดับตำบลให้ประชาชนยอมรับ และเข้าใจระบบสุขภาวะมากกว่ามิติของการรับบริการจากภาครัฐ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรมองมิติความเป็นมนุษย์มากกว่าเรื่องชีววิทยาและโรค การบริการตั้งรับต้องมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้โดยไม่ต้องเดินทางไปรักษาไกลบ้าน ในขณะที่บริการเชิงรุกต้องสามารถปฏิบัติการได้จริงอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้เวลาราษฎรในการปฎิบัติงานมากกว่าเวลาราชการ การสร้างเสริมสุขภาพให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน การต้องส่งพยาบาลวิชาชีพลงไปที่สถานีอนามัยจะคัดเลือกและเตรียมบุคลากรอย่างไร?ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ และจะจัดสรรเอาพยาบาลจำนวนมากมาจากไหนลงไปสถานีอนามัยเพื่อให้ครบทุกแห่ง ในเมื่อโรงพยาบาลเองก็มีจำนวนพยาบาลไม่เพียงพออยู่แล้ว พยาบาลผู้ที่ลงไปปฎิบัติงานในพื้นที่ควรได้รับค่าตอบแทนหรือแรงจูงใจอย่างไร? งบประมาณที่จะใช้ดำเนินการมีจริงหรือไม่?จะได้มาอย่างไร? เพราะอำเภอหล่มสักมีสถานีอนามัยมากถึง 31 แห่ง ประชากรมากว่าหนึ่งแสนหกหมื่นคน ทั้งหมดล้วนเป็นโจทย์ที่ต้องร่วมกันแก้ไขและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

นายแพทย์พงศ์พิชญ์ วงศ์มณี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสัก ในฐานะผู้นำเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอหล่มสัก(CUP) และนางเกษร วงศ์มณี สาธารณสุขอำเภอหล่มสัก ในฐานะผู้นำสาธารณสุขที่ต้องเชื่อมต่อแนวคิดลงสู่การปฏิบัติระดับสถานีอนามัย และพื้นที่ชุมชน ที่ต้องให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและท้องถิ่นในเรื่องปัญหาของระบบและสุขภาพที่ต้องแก้ไขร่วมกันอย่างมีส่วนร่วม โดยใช้วิกฤตของการเปลี่ยนผ่านคือนโยบายการกระจายอำนาจและการปฏิรูประบบราชการ รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ใช้ เป็นโอกาสในการปฏิรูประบบสุขภาพของอำเภอหล่มสัก การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมทั้งสองทางไปพร้อมๆ กันคือ

เส้นทางที่ 1ระดับผู้นำของอำเภอ ขายฝันความเป็นไปได้ในการพลิกโฉมหน้าการพัฒนาสถานีอนามัยตำบล ให้มีศักยภาพระดับสูงในบริการโดย มีทีมสุขภาพทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทันตกรรม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เหมาะสม มียา เวชภัณฑ์และเครื่องมือในการบริการเป็นที่ยอมรับของประชาชน สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และตอบสนองระบบสุขภาพแบบใหม่ที่สร้างสมดุลการพึ่งตนเองและพึ่งบริการได้อย่างดี โดยเชิญผู้นำ ทั้ง 3 ฝ่ายคือภาคประชาชน ภาคการเมือง ภาคท้องถิ่น และภาคส่วนราชการต่างๆในท้องถิ่น ตามแนวคิด"สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา"ของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เพื่อมาร่วมหารือ และให้ข้อมูลผู้นำในระดับอำเภอได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ ร่วมทุน ร่วมรับผิดชอบก่อนจะร่วมประเมินผลด้วยกัน โดยเสนอแนวคิดการระดมทุนจัดตั้งกองทุนสุขภาพ เพื่อดำเนินการ ดังนี้

การร่วมลงขันของประชาชนในชุมชนคนละ 2 บาท ต่อเดือน หรือ 24 บาท ต่อปี เมื่อรวมประชากรในชุมชนเช่นตัวอย่างจำนวน 10,000 คน ก็จะได้เงินจำนวน 240,000 บาทที่มาจากภาคประชาชน และการมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในฐานะผู้มีบทบาทในระบบสุขภาพของประชาชนร่วมสมทบอีกไม่น้อยกว่าประชาชนลงขัน และโรงพยาบาล (CUP) ในฐานะผู้บริหารเงินต่อหัวประชากรที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาล ก็ร่วมสมทบเป็นพลังทุนจากสามประสาน ก็จะทำให้มีกองทุนสุขภาพจำนวนมากพอ ประมาณ 7 แสนบาทในหนึ่งปี เพื่อใช้ในการบริหารจัดการการดำเนินงานของโรงพยาบาลตำบลโดยคณะกรรมการกองทุนสุขภาพที่ถูกคัดเลือกจากประชาชนและท้องถิ่นทุกหมู่บ้านในตำบล ทั้งการจ้างทีมสุขภาพ โดยให้ค่าตอบแทนแพทย์มาอยู่ประจำที่โรงพยาบาลตำบล ด้วยเงินกองทุนสุขภาพ 30,000 บาทต่อเดือนนอกเหนือจากรายได้เงินเดือนประจำ พยาบาลอัตราจ้าง 10,000 บาทต่อเดือน การก่อสร้างปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานชั้นล่างของสถานีอนามัยเดิมให้เหมาะสมกับบริการผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยเรื้อรังที่ไม่สะดวกในการขึ้นไปรับบริการที่ชั้นสองของสถานีอนามัยตามโครงสร้างเดิมกระทรวงสาธารณสุข และสามารถใช้กองทุนในการแก้ไขปัญหาสุขภาพในท้องถิ่นได้ เช่นไข้เลือดออก อุจจาระร่วง และหากกองทุนมีความเติบโตยั่งยืนก็สามารถจัดซื้อรถส่งต่อผู้ป่วย ชุดเครื่องมือบริการทันตกรรม หรืออื่นๆ เช่นจัดส่งนักเรียนทุนพยาบาลศาสตร์ และอื่นๆที่ขาดแคลนในหมู่บ้านให้ไปเรียน แล้วกลับมาทำงานในชุมชนของตนเอง ซึ่งการขยายภาพให้เห็นความชัดเจนและความเป็นไปได้ในการร่วมกันคิดเชิงการจัดการระดับผู้นำอำเภอ ทำให้เกิดการยอมรับและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการเพื่อออกประชาคมให้ข้อมูลประชาชนเพื่อเสนอทางเลือกว่าต้องการระบบสุขภาพแบบเดิมคือการรอรับบริการจากภาครัฐ หรือต้องการเป็นเจ้าของโรงพยาบาลตำบล จัดบริการสุขภาพแบบใหม่ คือบริการเชิงรุก และความพร้อมของทีมสุขภาพในการดูแลรักษา โดยการร่วมลงขัน 2 บาทต่อคน ต่อเดือน และเป็นที่มาของชื่อ "โรงพยาบาลตำบล" ซึ่งคณะกรรมการร่วมกันตั้งชื่อ เพื่อใช้เป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจและทำประชาคม ซึ่งในขณะนั้นกระทรวงยังไม่ได้กำหนดให้ใช้ คำว่า
ศูนย์สุขภาพชุมชน

ในขณะที่เส้นทางที่ 2 คือระดับพื้นที่ตำบ ล คือการทำประชาคมในทุกตำบล " สื่อสารและแสดงให้ภาพที่ชัดเจน " ใช้ภาษาและข่าวสารที่ชุมชนเข้าใจเห็นภาพ ในการสร้างฝันการมีส่วนร่วมการพึ่งตนเองและ พึ่งบริการอย่างสมดุล เป้าหมายที่จะดำเนินโครงการ ในระยะที่หนึ่งเป็นการกำหนดพื้นที่เป้าหมายมาจากความพร้อมสามภาคส่วนคือ ผู้นำชุมชนพร้อม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีความพร้อม และพื้นฐานประชาชนมีความเข้มแข็งการมชน ให้ข้อมูลประชาชนอย่างเพียงพอในปัญหาระบบสุขภาพ และการสร้างแรงจูงใจสร้างฝันให้ประชาชนรับทราบข้อมูลว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงระบบ และสร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลตำบลเพียงคนละ 2 บาทร่วมลงขันสร้างสรรค์โรงพยาบาลตำบล ถึงแม้ในภายหลังกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้เรียกชื่อว่า ศูนย์สุขภาพชุมชน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังคงเรียกชื่อว่า โรงพยาบาลตำบลอันเนื่องมาจาก ความหมายที่เข้าใจง่ายและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตั้งชื่อผูกพันมากกว่า คำถามเกือบทุกเรื่องข้างต้นมีคำตอบเมื่อคณะกรรมการออกประชาคม ประชาชนยอมรับการจัดตั้งกองทุนและการระดมทุน 2 บาทร่วมลงขันสร้างฝันโรงพยาบาลตำบลให้เป็นความจริง เพื่อนำเงินในกองทุนสุขภาพมาบริหารจัดการกองทุน โดยแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนที่มาจากภาคประชาชน และภาคท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการระดมทุน คนละ 2 ต่อเดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้สนับสนุนเท่านั้น ทำให้เกิดความโปร่งใสที่ชุมชนสามารถตรวจสอบได้ในทุกเรื่องของการจัดการกองทุนสุขภาพ

ความสำเร็จของกองทุนสุขภาพที่มาจากสามประสานสามารถจัดตั้งได้ทั้งหมด 18 กองทุน ในปี 2547 มีงบประมาณที่มาจากจากภาคประชาชน ภาคท้องถิ่น และภาครัฐ กว่า 4 ล้านบาท มีระเบียบข้อบังคับกองทุนและการดำเนินการติดตามเงินเข้ากองทุนโดยประชาชน สามารถส่งผลให้เกิดความร่วมมือ การมีส่วนร่วมอย่างมากมาย เช่น

1. การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรอย่างยั่งยืนในพื้นที่ การจัดบริการในโรงพยาบาลตำบล นอกเหนือจากใช้แนวคิดการดูแลครอบคลุม 4 มิติ สร้างความสมดุลระหว่างการพึ่งบริการและการพึ่งตนเองของประชาชน การสร้างชุมชนและชมรม เข้มแข็งในการดูแลสุขภาพ ตลอดเวลาตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในพื้นที่ระดับตำบล หรือท้องถิ่นทุรกันดารได้ ถึงแม้จะพยายามให้ค่าตอบแทน จะคัดเลือกแพทย์จากชนบทไปเรียนเพื่อกลับมาอยู่ชุมชน สุดท้ายเมื่อสิ้นสุดข้อผูกพันที่ราชการกำหนด หลายคนก็มุ่งสู่ความเจริญ ปล่อยทิ้งความขาดแคลนไว้ในท้องถิ่นชนบทเหมือนเดิม เพื่อให้บริการโรงพยาบาลตำบลเป็นไปอย่างมีคุณภาพมีบุคลากรสาธารณสุขสาขาที่จำเป็นอย่างเพียงพอ อย่างน้อยมีพยาบาลวิชาชีพประจำสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลตำบลทุกแห่ง จึงเริ่มเกิดความพยายามในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรอย่างยั่งยืนขึ้นในพื้นที่อำเภอหล่มสัก โดยดำเนินการทั้งสองเส้นทาง คือระดับบริหารจัดการ และระดับปฏิบัติการเพื่อให้ได้นักเรียนทุนที่มีคุณภาพดังนี้

ระดับบริหารจัดการผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสักและสาธารณสุขอำเภอหล่มสัก ประสานและเสนอผลงานโครงการโรงพยาบาลตำบล ให้สถาบันการศึกษาวิทยาลัยพยาบาล
บรมราชชนนี วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร เพื่อจัดสรรที่นั่งเรียนที่คัดเลือกจากชุมชนตามเกณฑ์ ในสาขาพยาบาลศาสตร์ ทันตาภิบาล และสาขาสาธารณสุขศาสตร์ เข้าศึกษา แต่งตั้งคณะกรรมการที่ต้องมีส่วนร่วมในการคัดเลือก ที่มาจากภาคประชาชนโดยประเมินคะแนนจากการเยี่ยมบ้าน คุณสมบัติความเหมาะสมต่อการปฎิบัติงานในชุมชนของตนเอง การมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการสนับสนุนกิจกรรมกองทุนสุขภาพโรงพยาบาลตำบล ภาคการศึกษา ประเมินจากระดับคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามเกณฑ์กำหนด โดยคะแนนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 230 คะแนน เพื่อความสามารถในการเข้าเรียนและจบการศึกษาได้ภายในเวลาที่กำหนด โรงพยาบาลหล่มสัก จัดให้มีการฝึกปฏิบัติงาน จำนวน 10 วัน ประเมินคะแนนความเหมาะสม คุณสมบัติต่อวิชาชีพ และภาคสาธารณสุขอำเภอ ประเมินคะแนนในเรื่องการสัมภาษณ์ ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลตั้งกรอบอัตรารองรับเมื่อจบการศึกษา โดยมีเงื่อนไขการทำสัญญาและยอมรับร่วมกันทุกฝ่าย

ส่วนในระดับปฏิบัติการนั้น กระบวนการคัดเลือกต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ซึ่งผลของการดำเนินการนั้นถึงแม้อำเภอหล่มสักจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลชั้น 5 แต่สามารถส่งนักเรียนและตั้งกรอบอัตรากำลังรองรับเพื่อแก้ไขปัญหาบุคลากรขาดแคลนระยะยาวได้ ทำให้ในปี 2546 และ 2547 ตำบลต่างๆที่ดำเนินการโดยกองทุนสุขภาพโรงพยาบาลตำบลสามารถส่งบุคคลเข้าเรียนในหลักสูตรต่างๆดังนี้

พยาบาลศาสตร์ 4 ปี สาธารณสุขศาสตร์ 2 ปี ทันตาภิบาล
2546 6 ทุน 1 ทุน - 2547 17 ทุน - 2 ทุน
รวม 23 ทุน 1 ทุน 2 ทุน

ซึ่งผลของการดำเนินการแก้ไขการขาดแคลนบุคลากรโดยชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม จะสามารถแก้ไขการขาดแคลนบุคลากรได้แบบยั่งยืน โดยไม่ต้องรอกรอบอัตรากำลังการจัดสรรบุคลากรจากกระทรวงสาธารณสุข ท้องถิ่นสามารถกำหนดเป้าหมายการมีบุคลากรของตนเองได้ตามความขาดแคลน จะได้บุคลากรที่สำนึกรักบ้านเกิดและไม่ย้ายบ่อยเนื่องจากต้องไปปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกลจากครอบครัว เพราะเป็นบุคคลจากท้องถิ่นเลือกไปศึกษาโดยงบประมาณของท้องถิ่นและได้บุคลิกภาพตามที่ชุมชนต้องการกล่าวคือ เรื่องอารมณ์และการอยู่ร่วมกับชุมชน ภาคประชาชนเป็นผู้คัดเลือก ด้านสติปัญญาและความสามารถในการเรียน ภาคการศึกษาเป็นผู้คัดเลือกตามเกณฑ์ ภาคสาธารณสุขและโรงพยาบาลดูด้านความเหมาะสมต่อวิชาชีพ ซึ่งทั้งหมดนี้ คือภาพที่ประชาชนต้องการว่า บุคลากรที่ส่งไปศึกษาโดยชุมชน จะกลับมาอยู่ชุมชน จะรักและเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชน พบว่าโครงการนี้ได้ให้โอกาสเด็กที่เรียนดี แต่ยากจนในชุมชนหลายคนได้มีอนาคต เพราะได้ทุนช่วยเหลือ และเป็นการแข่งขันคัดเลือกในชุมชนเอง ความโปร่งใส ในข้อมูลและการคัดเลือกมีความ
ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของสถาบันการศึกษาทุกแห่งที่รับนักเรียนเหล่านี้เข้าศึกษา ความสำคัญอีกเรื่องในการบริหารจัดการเรื่องการคัดเลือกนักเรียนทุนต่างๆขององค์การบริหารส่วนตำบล คือความยืนหยัดในหลักการความโปร่งใสที่ภาครัฐ ต้องมีความชัดเจน สาธารณสุขอำเภอ ต้องสามารถติดตามตรวจสอบ แก้ไขปัญหาทันทีเมื่อพบว่าการพิจารณาไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เพราะหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาและแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสได้ ระบบก็จะเกิดปัญหา ความศรัทธาจะหมดไป ซึ่งความน่าชื่อถือ และความร่วมมือก็จะหมดไปด้วย

การดำเนินการแบบมีส่วนร่วมทั้งจากภาคประชาชน ท้องถิ่น และภาคราชการ ตามแนวคิดสามประสานหรือสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ภายใต้การบริหารจัดการที่ดี มีส่วนร่วม โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ใช้มาตรการทางสังคมแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ได้อย่างดี เช่นปัญหาไข้เลือดออก เช่นการใช้ธงเหลือง ธงแดง ปักแสดงเมื่อพบลูกน้ำ หรือพบผู้ป่วย การจ่ายค่าปรับเมื่อพบลูกน้ำ และมาตรการอื่นๆ ได้ขยายดำเนินการไปทั้งอำเภอทำให้ในภาพรวมของอำเภอหล่มสัก ปี2545 ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยมากถึง 691 ราย สามารถลดลงเหลือ 106 รายในปี 2546 (64.42 ต่อแสนประชากร) และ ในปี 2547 พบผู้ป่วย ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน (50: แสนประชากร)

การจัดระบบบริหารจัดการภายในของโรงพยาบาลตำบลเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญและสร้างความชัดเจนในเรื่อง บทบาทหน้าที( Functional Structure) เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลทั้งแพทย์ และพยาบาลต้องไปปฏิบัติงานที่สถานีอนามัยแบบประจำ ต้องเตรียมความพร้อมให้ทีมสุขภาพที่ต้องทำงานร่วมกันทั้งหมด เป็นศิลปะในการจัดการอย่างยิ่ง เพราะในอดีตมิติบริการของสถานบริการ สถานีอนามัยจะถูกมองข้ามละเลยทั้งจากภาครัฐด้านการจัดสรรทรัพยากรลงสถานีอนามัย และถูกละเลยจากภาคประชาชน เมื่อเจ็บป่วยจะข้ามไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเสมอ หากจะไปสถานีอนามัยส่วนใหญ่ก็เพื่อการขอรับการส่งตัวตามขั้นตอน เพราะถูกมองว่าความสามารถในการรักษาโรคได้น้อยกว่า สามารถจ่ายยาตามกรอบที่กำหนดตามกฎหมายได้น้อยกว่า ประชาชนไม่ได้มองมิติทางสังคมและชุมชนร่วมด้วย เมื่อไม่มีความชัดเจนในการกำหนดบทบาทหน้าที่ การจับสิ่งสองสิ่งที่ยังไม่ได้เตรียมความพร้อม ไปอยู่ด้วยกัน การรวมกันก็ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ถึงจะสามารถให้บริการได้ตามเกณฑ์ศูนย์สุขภาพชุมชน แต่ขาดภาพความงดงามด้านจิตใจ การทุ่มเท และความร่วมมือไม่เต็มศักยภาพของทีมงาน นายแพทย์พงศ์พิชญ์ วงศ์มณี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสัก และ นางเกษร วงศ์มณี
สาธารณสุขอำเภอหล่มสัก จึงได้จัดระบบการจัดการในโรงพยาบาลตำบลแบบ Functional Structure ถึงแม้แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ ที่ไปอยู่ประจำสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลตำบล จะมีระดับซีหรือเงินเดือน มากกว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือหัวหน้าสถานีอนามัย แต่บทบาทในการบริหารให้ขึ้นอยู่กับหัวหน้าสถานีอนามัย ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำบล ทุกคนในหน่วยบริการก็ต้องรู้บทบาทตนเอง มีการจัดประชุมหารือ ให้เข้าใจกัน อีกทั้งมีคณะกรรมการบริหารกองทุนสุขภาพที่มาจากภาคประชาชน มีการตรวจสอบประเมินการทำงานร่วมกัน จึงทำให้สามารถแก้ไขปัญหาและอยู่ร่วมกันได้อย่างดี เป็นผลให้สถาบันการศึกษาหลายแห่ง ส่งนักศึกษาในหลักสูตรต่างๆ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ เจ้าพนักงานเภสัชกรรมมาฝึกงานในโรงพยาบาลตำบลในพื้นที่อำเภอหล่มสักซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบการเรียนรู้ที่มีค่า และถูกต้องตามแนวคิดเวชศาสตร์ครอบครัว บริการใกล้บ้าน ใกล้

การเตรียมบุคลากรในการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลตำบลทีมงานสุขภาพ ต้องมีความรู้ทางด้านเวชสาสตร์ครอบครัวเป็นอย่างดี และสามารถถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันได้ สร้างความศรัธาให้ประชาชน ในตำบลได้เป็นอย่างดี ความทุ่มเทและเสียสละของทีมสุขภาพในเรื่อง Home Ward และ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนพยาบาลที่จะไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลตำบล ในระยะที่ 1 ซึ่งต้องใช้พยาบาลจากโรงพยบาลหล่มสัก โดยวิธีการสมัครใจและคัดเลือกจากผู้ที่มีบุคลิกภาพเหมาะสม เตรียมความพร้อมในเรื่ององค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว การดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น การวินิจฉัยชุมชน การส่งเสริมและป้องกันโรคและทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เพื่อให้สามารถปฎิบัติงานในชุมชนได้อย่างดี สำหรับการแก้ไขการขาดแคลนพยาบาลในโรงพยาบาลที่ต้องจัดสรรพยาบาลออกนอกพื้นที่หลายคน เนื่องจากระยะแรกที่กองทุนสุขภาพยังไม่ได้ส่งนักเรียนพยาบาลไปศึกษา แก้ไขโดยการใช้หลักคิดการใช้ชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้น เช่น จาก 8 ชั่วโมง เป็น 12 ชั่วโมง และสามารถกลับมาทำงานเวรบ่ายที่โรงพยาบาลได้ หากมีความต้องการ และสามารถรับค่าตอบแทนได้ ตามระเบียบราชการ

ในการดำเนินโครงการ 2 บาทร่วมลงขัน สร้างสรรค์โรงพยาบาลตำบล ของอำเภอหล่มสักนั้น สามารถดำเนินการได้ 3 แห่งในปี 2545 ซึ่งเป็นปีเริ่มโครงการ เพิ่มจำนวนเป็น 14 แห่ง ในปีที่ 2 (2546) และ ในปี 2547 สามารถดำเนินการได้ 28 แห่ง และเป้าหมายการดำเนินการเต็มพื้นที่
31 แห่ง ทุกสถานีอนามัยภาย ในปี 2548 ในปัจจุบันการพัฒนากองทุนสุขภาพ เป็นไปตามความต้องการของประชาชน เป็นข้อตกลงของประชาชน ในการเลือกลงทุน เช่น บางตำบลเลือก จ่าย 100 บาทต่อครัวเรือน ต่อปี บางหมู่บ้าน 25 บาทต่อปี หรือหากมีจำนวนสมาชิกในครอบครัวมากต้องเก็บจำนวนกี่คน ล้วนแต่เป็นข้อตกลงของชุมชนเองทั้งสิ้น การจะขยายกองทุนและดึงให้องค์การบริหารส่วนตำบลเข้าร่วมโครงการได้หลายตำบล ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากดำเนินการด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และฉายภาพของความสำเร็จที่ชัดเจน ว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์คือประชาชนและพี่น้องในชุมชนนั้นเอง ประชาชนก็จะให้การยอมรับโดยทุกเรื่องผ่านมติการทำประชาคมทั้งสิ้น

กองทุนสุขภาพโรงพยาบาลตำบลกลายเป็นจุดเชื่อมโยงทำให้เกิดมาตรการและความร่วมมืออย่างมากในชุมชน ทั้งการจัดทำแผนงานแก้ปัญหาด้านสาธารณสุข การต่อเติบอาคารสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลตำบลโดยการออกแบบของชุมชน และช่างก่อสร้างในชุมชน การกำหนดข้อบังคับของชุมชนในการจัดระเบียบของสังคมในเรื่องสุขาภิบาล การควบคุมโรค เรื่องการรักษาความสงบ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชุมชน ข้อบังคับการจราจรของการขับขี่ในชุมชน เมาสุรา และการร่วมกันแก้ปัญหาเชิงระบบ การมีอาชีพและมีงานทำ และหน่วยราชการอื่นๆเข้ามาเป็นเครือข่ายด้านสุขภาพมีกิจกรรมร่วมกัน เช่นมีหน่วยอาสาสมัครตำรวจชุมชน หน่วยวิทยุชุมชน การแจ้งทะเบียนการเกิดและเสียชีวิตของประชาชน โดยทุกหน่วยงานผลัดเปลี่ยนกันมาทำงานเป็นประจำที่โรงพยาบาลตำบล เกิดการเรียนรู้ร่วมกันเกื้อกูลและดูแลกันเองภายในชุมชน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสุขภาพเท่านั้น ซึ่งในทุกเรื่องมีความเชื่อมโยงต่อระบบสุขภาวะของประชาชนที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งสิ้น

การสร้างความตระหนักและให้ประชาชนรู้จักหน้าที่ของตนเองในการดูแลสุขภาพ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรู้บทบาทตนเองในการดูแลสุขภาพประชาชน เป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนได้ในระบบสุขภาพ เพราะหากประชาชนรู้แต่เพียงสิทธิที่ตนพึงมี และได้รับ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สิทธิในการรักษา 30 บาท ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพและจัดระบบดุลยภาพสุขภาพได้อย่างยั่งยืน แต่การสร้างให้ประชาชนรู้หน้าที่ ว่าต้องมีหน้าที่ในการรับรู้ปัญหา และแก้ไขปัญหาร่วมกัน ระดมทั้งกำลังทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนทั้งแรงคนและทุนทรัพย์ คนละ 2 บาทต่อเดือนเข้ากองทุนสุขภาพ และแก้ไขปัญหาด้วยภูมิปัญญาชุมชนโดยไม่ต้องรอหวังพึ่งงบประมาณจากภาครัฐ รู้หน้าที่ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ป้องกันปัญหาและพฤติกรรมเสี่ยงที่มีต่อสุขภาพร่วมกัน ใช้พลังและกฎเกณฑ์ของชุมชนในการลงโทษทางสังคมดูแลกันเองในชุมชน อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลตำบล ในอำเภอหล่มสัก ปัญหาการดูแลสุขภาพก็จะไม่เป็นภาระของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียวเหมือนอดีตที่ผ่านมา แต่จะเป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันทั้งสามประสาน ประชาชน องค์กรท้องถิ่นซึ่งได้ร่วมออกข้อบังคับขององค์การบริหารส่วนตำบล.ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีผลต่อระบบสุขภาพเพื่อกำกับและบังคับใช้ให้เกิดผลลัพธ์เพื่อให้เกิดสมดุลในการจัดบริการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการพึ่งตนเองของประชาชน

การดำเนินโครงการโรงพยาบาลตำบลที่ทำให้ประสบความสำเร็จนั้น เป็นเพราะความมุ่งมั่นที่ต้องการแก้ไขปัญหาระบบสุขภาพภาคท้องถิ่นอย่างจริงจัง ของนายแพทย์พงศ์พิชญ์ วงศ์มณี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสัก และนางเกษร วงศ์มณี สาธารณสุขอำเภอหล่มสัก และความเข้มแข็ง ความเข้าใจในทิศทาง ของทีมสุขภาพระดับอำเภอ ระดับตำบล ซึ่งผลลัพธ์เกิดกับประชาชนอย่างแท้จริงประชาชนไม่ต้องเดินทางและเสียเวลาเป็นวันในการไปโรงพยาบาลอำเภอหรือโรงพยาบาลจังหวัดเพียงเพื่อมารับบริการเบื้องต้นเพราะไม่เชื่อมั่นบริการในระดับปฐมภูมิที่สถานีอนามัยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา การตั้งเป้าหมายและ สร้างการมีส่วนร่วมที่ชัดเจน โดยใช้กลยุทธ์การสร้างศรัทธาและความไว้วางใจ (Faith and Trush ) ให้ได้ในระยะการดำเนินงานปีที่ 1 ปรับปรุงภูมิสถาปัตย์ให้สวยงาม น่าใช้บริการ เพิ่มศักยภาพของทีมสุขภาพ : แพทย์ พยาบาล เจ้าพนักงานเภสัชกรรม ทันตาภิบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ความสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชน เมื่อมารับบริการแล้วได้รับยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น และเหมาะสม ไม่ขาดแคลน ศักยภาพการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เบาหวานและความดันโลหิตสูงมากขึ้น ไม่ต้องส่งตัวมาโรงพยาบาล ใช้แฟ้มดูแลครอบครัวและ
เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นตัวเชื่อมโยงบริการในการดูแลประชาชนเชิงรุก มีผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลการบริการที่ชัดเจนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ในปีที่ 2 สร้างความร่วมมืออย่างแท้จริง ใช้กลยุทธ์ กิขเขาคือกิจเรา เข้าร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นทุกกิจกรรม ไม่ว่าการประชุม การจัดงาน หรือการรณรงค์เรื่องใดๆ ก็ตาม ขยายบริการแบบเรียนรู้ร่วมกันโดยสร้างความเป็นหนึ่งในทุกภาคส่วนในการจัดการระบบสุขภาพในเส้นทางเลือกสุขภาพแบบใหม่ภายใต้การตัดสินใจร่วมกัน โดยพาทีมสุขภาพ ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำประชาชน ของทุกตำบลไปศึกษาดูงานในเขตพื้นที่ประสบความสำเร็จในการจัดบริการแบบมีส่วนร่วมระหว่างสาธารณสุขและองค์การบริหารส่วนตำบล ของอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ ศึกษาจุดบกพร่องวิเคราะห์ถอดบทเรียนจากการดำเนินโครงการระยะที่ 1 มาปรับปรุงและแก้ไขดำเนินการในระยะที่ 2 ซึ่งสามารถขยายดำเนินการรวมทั้งสิ้น 14 แห่ง สำหรับในปีที่ 3 เน้นการพัฒนาคุณภาพบริการและเพิ่มเติมส่วนขาด การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรระยะยาว ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้อำเภอหล่มสักมีวิธีการทำงานที่รวมเป็นหนึ่ง ทุกเรื่องคือปัญหาร่วมกัน การพึ่งพิงและเรียนรู้ร่วมกันตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง แบ่งปันทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารงานด้วยความโปร่งใส สร้างเครือข่ายที่มีคุณภาพในการทำงาน สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน สามารถเลือกและพึ่งพาตนเองได้ จึงทำให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอหล่มสักมีโอกาสเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการจัดระบบสุขภาพที่เหมาะสมด้วยตนเองตามสิทธิที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างแท้จริง